Pich S. McLynch's Blog

Sharing Knowledge about Economics, Financial Market, Logistics, etc.

One Ultra Income นวัตกรรมใหม่ทางการเงิน

วันนี้จะขอพูดถึงกองทุน One Ultra Income Fund (ONE-ULTRA) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนอย่างมากเพราะสิ่งที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับนอกเหนือไปจากผลตอบแทนจากการลงทุนแล้ว ยังจะได้สิทธิประโยชน์ในเรื่องค่ารักษาพยาบาลอีกด้วย!!!

Art-ONE-ULTRA-IPO-17-18-Aug-15-First-Page-Banner-1024x595

เรามาเข้าเรื่องรายละเอียดกองทุนกันเลยครับว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ONE-ULTRA ลงทุนในอะไร?

กองทุน ONE Ultra Income Fund ถือเป็นกองทุนผสม ซึ่งมีนโยบายการลงทุนในตราสารที่หลากหลายมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หุ้นกู้ เงินฝาก นอกจากนี้ยังเปิดให้สามารถลงทุนใน ตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าที่สามารถลงทุนได้ หรือตราสารหนี้ไม่ได้มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ และตราสารที่มีลักษณะของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแฝงได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้จะลงทุนในตราสารต่างประเทศไม่เกิน 50% ของ NAV สรุปคือเปิดให้สามารถลงได้เกือบทุกสินทรัพย์ทางการเงินเลยทีเดียว

คิดว่ากองทุนนี้จะได้ผลตอบแทนประมาณเท่าไร?

จากบทสัมภาษณ์ของผู้จัดการกองทุน เขาเน้นลงทุนในทรัพย์สินที่สามารถสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอเป็นหลัก เช่น พันธบัตร หุ้นกู้เอกชน กองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยที่ระดับ 5-8% ต่อปี

มั่นใจไหมว่าจะสามารถทำผลตอบแทนได้ 5-8%?

อันนี้ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่เพื่อความมั่นใจในการแนะนำกับนักลงทุน ผมเลยไปหาข้อมูลอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของ Morningstar (ข้อมูลวันที่ 31/7/2015) ซึ่งผมพบว่ากองทุนที่มีนโยบายแบบผสมและถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Conservative Allocation มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี อยู่ในช่วง 2.21% – 5.84% และมีความผันผวนเท่ากับ 0.68% – 4.83%

Avg Return

จากข้อมูลข้างต้น ผมคิดว่าอัตราผลตอบแทน 5-8% น่าจะเป็นไปได้ แต่ขอแนะนำว่าเงินที่จะลงทุนในกองทุนนี้ควรลงทุนอย่างน้อยๆ 3 ปีขึ้นไปครับ

ลงทุนแล้วได้ประกันสุขภาพ คุ้มครองอะไรบ้าง และมีเงื่อนไขอย่างไร?

จุดเด่นของกองทุนนี้คือผู้ถือหน่วยจะได้สิทธิประโยชน์ทางด้านประกันสุขภาพครับ แต่มีเงื่อนไขว่าสิทธิ์นี้จะได้เฉพาะผู้ที่มีอายุอยู่ในช่วง 15-75 ปีเท่านั้น และต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน โดยสิทธิ์ที่ได้รับนั้นขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยที่ผู้ลงทุนถืออยู่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 แผน
แผน 1 ลงทุนตั้งแต่ 4,500 หน่วยขึ้นไป
แผน 2 ลงทุนตั้งแต่ 45,000 หน่วยขึ้นไป
แผน 3 ลงทุนตั้งแต่ 145,000 หน่วยขึ้นไป
แผน 4 ลงทุนตั้งแต่ 450,000 ล้านหน่วยขึ้นไป

ทั้งนี้เฉพาะในช่วง IPO จะพิจารณาจากจำนวนเงินลงทุน ที่ 50,000 500,000 1,500,000 และ 5,000,000 บาทขึ้นไป ตามลำดับ

Health Plan

สำหรับท่านที่อยากได้ ค่าประกันสุขภาพผู้ป่วยนอก หรือ OPD จะมีในแผน 2 ขึ้นไปครับ โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 750 1,000 และ 2,000 บาท/ครั้ง

คุ้มเหรอ เอาเงินไปซื้อประกันสุขภาพเองดีกว่าไหม?

ถ้าเทียบกันคงเทียบไม่ได้เพราะเขาให้มาโดยที่เราไม่ต้องซื้อเอง บลจ.วรรณเป็นคนจ่ายค่าเบี้ยประกัน ไม่ได้คิดเป็นค่าใช้จ่ายของกองทุน แต่ถ้าอยากได้สวัสดิการเยอะๆคงต้องไปซื้อเพิ่มเอง หรือไม่ก็เอาผลตอบแทนจากการลงทุนที่ได้ไปซื้อ จะได้ไม่เสียดายเงินในกระเป๋า

แต่ถ้าประเมินถึงควมคุ้มค่าในมุมมองของผมเอง ผมมองดังนี้ครับ

  1. สำหรับผู้ที่สนใจซื้อกองทุนนี้ผมอยากจะให้มองที่การลงทุนเป็นหลัก ส่วนประกันสุขภาพเป็นสิ่งรอง เสมือนกับเป็นของแถม เน้นครับ “ของแถม” เท่านั้น ถ้ามีโอกาสได้ใช้ก็ดี แต่ถ้าไม่ต้องใช้เลยจะดียิ่งกว่า หรือคุณอยากใช้ให้คุ้ม!?
  2. สมมติกรณีผมซื้อแผน 2 โดยลงทุนที่ 500,000 บาท ในกรณีที่ผมใช้สิทธิ OPD จนคุ้มตามเงื่อนไข 10 ครั้ง หมายความว่าผมได้รับสวัสดิการ 7,500 บาท (1.5% ของเงินลงทุน) และถ้านอนรพ.อีกสูงสุด 31 วัน เบิกไป 55,800 บาท (คิดเป็น 11% ของเงินลงทุน) ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ แบบนี้คุ้มหรือยังครับ แต่ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ว่า หากมีการเคลมมากๆ ปีถัดไปบริษัทอาจไม่รับการต่อสวัสดิการได้เช่นกัน อันนี้เข้าใจตรงกันนะ?
  3. หากมองเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุน กองนี้ถือเป็นกองทุนที่มีโอกาสชนะเงินเฟ้อได้ โดยที่ความเสี่ยงไม่สูงเกินไป อัตราผลตอบแทนคาดหวังอยู่ที่ 5-8% ถือว่าน่าสนใจทีเดียว แต่เราก็ต้องมาตามดูกันว่า บลจ.วรรณสามารถบริหารได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่

สมมติอยากลงทุนมีกำหนดขั้นต่ำเท่าไร และมีค่าใช้อะไรบ้างไหม?

กอง ONE-ULTRA มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำครั้งแรกไว้ที่ 50,000 บาท ครั้งต่อไป 5,000 บาท
ค่าธรรมเนียมการขาย (ขาเข้า) 1.50% ทั้งนี้ในช่วง IPO (20 – 28 สิงหาคมนี้)
คิดค่าธรรมเนียมขาเข้า 1.0%
ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน คิด 2% แต่หากลงทุนเกิน 1 ปี ไม่คิดค่าใช้จ่าย
ค่าธรรมเนียมการจัดการ 1%
และค่าใช้จ่ายอื่นๆอีก 0.35%

สามารถซื้อกองทุนนี้ได้ที่ไหน?

โดยทั่วไปกองทุนเราสามารถติดต่อซื้อกองทุนผ่าน บลจ. ผ่านสาขาธนาคาร หรือช่องทางตัวแทนขาย แต่กองทุน ONE-ULTRA จะขายผ่านเฉพาะช่องทางตัวแทนขายที่ได้รับแต่งตั้งเท่านั้น ดังนั้นอาจจะซื้อยากนิดนึง แต่ด้วยจุดเด่นของกองทุนนี้ ผมเชื่อว่าคนน่าจะสนใจกองทุนนี้ไม่น้อย ดังนั้นโอกาสเต็มมีสูงมาก เพราะอย่างน้อยรายหนึ่งน่าจะลงทุน 500,000 บาท เพื่อเอาแผน 2 เพื่อรับสวัสดิการผู้ป่วยนอก (OPD)

———-

เป็นอย่างไรบ้าง ส่วนตัวถือว่าเป็นอีกกองทุนที่ผมเองอยากถือไว้อย่างน้อยๆแผน 1 ก็คิดว่าคุ้มค่ามากๆแล้ว เอาเป็นว่าผมของจบสรุปข้อมูลเบื้องต้นสำหรับกองทุนนี้ไว้เพียงเท่านี้ก่อน ถ้าใครอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจกองทุนนี้ก็พิมพ์มาคุยกันได้ครับ

Advertisements

กองทุนช่วยลดภาษีให้คุณได้

Tax_03

ใกล้จะสิ้นปีแล้ว หลายคนกำลังวางโปรแกรมว่าไปเที่ยวช่วงสิ้นปีนี้ที่ไหนดี บางคนตั้งใจจะเอาเงินโบนัสที่ได้ไปดาวน์บ้าน ดาวน์รถ หรือซื้อของขวัญให้คนรัก แค่นึกถึงผมว่าก็มีความความสุขแล้วใช่ไหมครับ แต่เดี๋ยวก่อน! รู้ตัวกันหรือเปล่าครับว่า เงินที่คุณกำลังจะใช้นี้ต้องแบ่งไว้สำหรับเสียภาษีในปีหน้าด้วย

เฮ้ย ลืมไปเลย วางแผนใช้จนไม่เหลือสักบาทแล้วเนี่ย!!! คงมีคนอุทาน

ใช่ครับ เพราะเงินเดือน โบนัส หรือผลประโยชน์ที่คุณหามาได้จะต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ซึ่งแต่ละคนเสียไม่เท่ากัน มากน้อยตามแต่ฐานภาษีที่บุคคลนั้นๆไปตก โดยเสียสูงสุดถึง 35%

Tax_01

หมายความว่าถ้าคุณหาเงินมาได้เพิ่ม 1,000,000 บาท คุณมีโอกาสเสียภาษีสูงสุดถึง 350,000 บาท!!!  นึกๆดูแล้วอาจทำให้คุณอยากจะยกเลิกโปรแกรมที่วางไว้เลยใช่มั้ยครับ

ถ้าอย่างนั้นวันนี้ลองศึกษาโปรแกรมลดหย่อนภาษีที่ผมจะแนะนำดีกว่า เพราะนอกจากคุณจะเสียภาษีน้อยลงแล้ว คุณจะมีเงินเก็บไว้ไปวางแผนทำอะไรอื่นๆในอนาคตได้มากขึ้นด้วย

โปรแกรมที่ผมจะแนะนำในวันนี้ก็คือ โปรแกรมกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษีนั่นเอง ซึ่งกองทุนนี้มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน  ได้แก่ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือที่พูดติดปากกันว่า LTF และอีกกองทุนคือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือที่เรียกว่า RMF เรามาดูกันก่อนครับว่าแต่ละกองทุนมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง

กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long-Term Equity Fund : LTF) อย่างที่ชื่อมันบอกอยู่แล้วนะครับว่า “กองทุนหุ้น” เพราะฉะนั้น นโยบายการลงทุนจึงเน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก โดยจะต้องลงทุนเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม เพื่อให้เข้าใจง่ายๆเลย สมมติกองทุนมีขนาด 1,000 ล้านบาท ผู้จัดการกองทุนจะต้องนำเงินไปลงทุนในหุ้นอย่างน้อย 650 ล้านบาทนั่นเอง ส่วนที่เหลืออาจจะไปลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้เอกชน ตามแต่ที่นโยบายกองทุนกำหนดไว้ เพราะฉะนั้นกองทุนประเภทนี้จึงมีความเสี่ยงหลักๆเลยคือความผันผวนของราคาหุ้น  ยิ่งมีสัดส่วนหุ้นมากเท่าไรก็จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นเท่านั้น

สำหรับเงื่อนไขในการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับ LTF สามารถแบ่งเป็นข้อๆได้ตามนี้ครับ

  1. สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท เช่น ถ้าคุณมีรายได้ทั้งปี 600,000 บาท หมายความว่าคุณมีสิทธินำเงินที่ลงทุนในกองทุน LTF ในปีนั้นได้ 90,000 บาท แต่ถ้าคุณมีรายได้ตลอดทั้งปี 5,000,000 บาท คุณจะมีสิทธิลดหย่อนจาก LTF ได้เพียง 500,000 บาทเท่านั้น
  2. ต้องลงทุนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีปฏิทิน จุดเด่นที่คนสนใจลงทุนใน LTF กันมากเพราะคำว่าปีปฏิทิน ทำให้เราสามารถลงทุนใน LTF เพียงประมาณ 3 ปีกับอีกใม่กี่วันก็จะสามารถขายกองทุนและนำเงินมาใช้ได้ โดยซื้อ ณ ปลายปีที่ 1 แล้วไปขายตอนต้นปีที่ 5 นั่นเอง

ทราบรายละเอียดคร่าวๆของ LTF กันไปแล้ว มาดูอีกกองทุนกันต่อ

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุน RMF คือเพื่อเป็น “เงินออมสำหรับใช้ในยามเกษียณอายุ” ทำให้เงื่อนไขในการลดหย่อนภาษีจึงมากกว่ากองทุน LTF แต่ RMF มีความยืดหยุ่นในเรื่องของนโยบายการลงทุนหลากหลายกว่า ไม่จำเป็นต้องเน้นลงทุนในหุ้นเพียงอย่างเดียว ใครที่ไม่ชอบความเสี่ยงก็สามารถเลือก RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ หรือถ้าชอบแบบเสี่ยงมากๆ อาจจะเลือกนโยบายลงทุนในทองคำ ลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้

เงื่อนไขการลงทุนของ RMF คล้ายกับ LTF   แต่มีเพิ่มเติมนิดหน่อย

  1. สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 15% ของเงินได้ และไม่เกิน 500,000 บาท โดยจะต้องลงทุนเป็นจำนวนอย่างน้อย 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาท แล้วแต่ว่าค่าไหนจะต่ำกว่า
  2. ต้องลงทุนต่อเนื่องเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปีบัญชี และถือจนครบอายุ 55 ปี บริบูรณ์จึงจะขายได้ ทั้งนี้ต้องไม่ระงับการซื้อหน่วยลงทุนเกินกว่า 1 ปี ติดต่อกัน ตรงนี้จะเห็นว่าเป็นปีบัญชี คือจะต้องถือแบบปีชนปี ไม่เหมือนกับ LTF ที่ระบุว่าปีปฏิทินที่ซื้อปลายปีแรก แล้วขายออก ณ ต้นปีที่ 5

เข้าใจรายละเอียดคร่าวๆไปแล้วมาดูการทำงานของกองทุนทั้ง 2 ประเภทนี้กัน ว่ากองทุนทั้งสองประเภทนี้จะช่วยลดหย่อนภาษีได้อย่างไร

Tax_02

สมมติผมมีรายได้จากเงินเดือนปี 2557 จำนวน 600,000 บาท โบนัส 6 เดือน รวมแล้วมีรายได้ทั้งปีเท่ากับ 900,000 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนส่วนตัว ผมจะเสียภาษีสำหรับปี 2557 ประมาณ 77,000 บาท (ดูตามตาราง)

แต่ถ้าผมซื้อ LTF เต็มสิทธิ์ที่ผมสามารถซื้อได้หรือ 15% ของรายได้ทั้งปี ซึ่งเท่ากับ 135,000 บาท  ผมจะเสียภาษีจำนวน 54,750 บาท เสียภาษีลดลง 23,250 บาท และถ้าผมซื้อ LTF และ RMF เต็มสิทธิ์ทั้ง 2 ทุนเลย คิดเป็นเงินลงทุน 270,000 บาท ผมจะเหลือภาษีที่ผมเสียเพียง 33,250  บาทเท่านั้น าษีที่ผมต้องเสีย ลดลงถึง 43,500 บาท

เห็นถึงประโยชน์ของ LTF และ RMF หรือยังครับ เริ่มอยากลงทุนแล้วใช่มั้ย  แต่ผมขอบอกเลยนะครับว่าเงินที่ลงทุนในทั้งสองกองทุนนี้จะต้องเป็นเงินเย็นจริงๆ เพราะหากคุณทำผิดเงื่อนไขแล้ว นอกจากจะโดนเรียกภาษีคืนย้อนหลังแล้วถ้าคืนภาษีช้า ยังถูกเบี้ยปรับอีก แถมกำไรที่ได้จากการลงทุนก็ต้องนำไปคำนวณเพื่อเสียภาษี โดนหลายชั้นเลยครับ เอาอย่างนี้ ถ้าสนใจแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลกันได้ที่ krungsri ซึ่งในนี้มีทั้งรายละเอียดกองทุน LTF และ RMF ที่น่าสนใจ รวมถึงเงื่อนไขของการใช้สิทธิลดหย่อน จะได้ลงทุนกันอย่างสบายใจ

หลังจากอ่านโปรแกรมกองทุนเพื่อการลดหย่อนภาษีนี้ไปแล้วคุณคิดวางแผนใช้เงินก้อนดังกล่าวนี้ทำอะไร แบ่งเงินมาสักนิดเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีดีมั้ยครับ หรือจะเอาไปเที่ยว ซื้อของ แล้วปีหน้าค่อยหาเงินมาจ่ายภาษีดีครับ ;P

ผมมี infographic สวยๆให้เพื่อนๆด้วยครับ ซึ่งทำออกมาได้สั้น ง่ายและเห็นประโยชน์ของ LTF และ RMF ได้อย่างชัดเจนเลย

Krungsri_Nov_3nd_Mutual Funds_revised

ทิ้งท้ายไว้สักเล็กน้อย หากท่านใดต้องการคำนวณภาษีเงินได้ของตัวเองในเบื้องต้น แนะนำให้เข้าไปใช้ โปรแกรมคำนวณภาษี ที่นี่ ได้เลย หรือถ้าท่านใดมีคำถามสามารถ comment ทิ้งไว้ได้เช่นกันครับ

กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ พลังเล็กๆ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

วันนี้ขอนำบทความที่เขียนลงหนังสือพิมพ์มาแชร์กันครับ แต่คิดว่าอาจจะมาโพสท์ช้าไป เพราะว่ากองทุนเปิดบัวหลวง Small Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ เปิดให้จองวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว และกำลังจะเต็ม เพราะเปิดให้จองแค่ 500 ล้านบาทเท่านั้น

บทความนี้และก่อนหน้านี้ต้องขอบคุณพี่เสก หัวหน้าผมที่เป็น editor ให้ครับ

ห้องความรู้บัวหลวง นสพ.โพสต์ทูเดย์
14 พ.ย. 55
พิชญา ซุ่นทรัพย์

กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ

 

พลังเล็กๆ เพื่อสร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF จัดเป็นกองทุนที่สนับสนุนให้คนเก็บออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณที่มีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุนมากที่สุดเพราะเป็นการตัดสินใจของผู้ลงทุนเอง ขณะที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน กบข. ที่ยังมีการกำหนดให้เลือกโดยคณะกรรมการกองทุนอยู่ แม้จะมีอิสระมากขึ้นจากระบบ Employee Choice ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ก็มีเพียงบางบริษัทเท่านั้นที่ให้พนักงานได้เลือกเอง
กองทุน RMF จึงมีนโยบายหลากหลายเป็นทางเลือกให้ผู้ลงทุนคัดสรร จัดสัดส่วน และบริหารการลงทุนได้ด้วยตนเอง ให้เหมาะสมกับช่วงอายุ ความเสี่ยงและเป้าหมาย

กองทุน RMF ของกองทุนบัวหลวง เดิมมี 7 กองทุนมีตั้งแต่กองทุนหุ้นทั่วไป กองทุนหุ้นที่เน้นหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนผสมที่เน้นหุ้น เน้นตราสารหนี้ กองทุนตราสารหนี้ กองทุนรวมตลาดเงิน และกองทุนทองคำ และมีเพิ่มใหม่อีก 1 กองทุน เป็นกองทุนหุ้นเฉพาะกลุ่ม เป็นทางเลือกกับผู้ลงทุนนั่นคือ กองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ (B-SM-RMF)

กองทุน B-SM-RMF มีนโยบายเน้นลงทุนในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นหลัก โดยจะลงทุนในหุ้นของบริษัทกลุ่มดังกล่าวเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า80% ของมูลค่าสุทธิ เหตุผลที่เลือกลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง เพราะกองทุนบัวหลวงมองว่าหุ้น่ขนาดเล็กและขนาดกลาง ส่วนหนึ่งถูกมองข้าม ทำให้ราคาตลาดปัจจุบันยังห่างจากราคาที่เหมาะสมอยู่ นอกจากนี้การเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในเวลาอันใกล้นี้ ยิ่งเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางที่เดิมทำธุรกิจแต่เฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีประชากร 65 ล้านคน สามารถขยายธุรกิจออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียนที่มีประชากรรวมกันมากกว่า 600 ล้านคนได้ บวกกับความได้เปรียบทั้งด้านความสามารถของแรงงาน มาตรฐานสินค้าไทยอันเป็นที่ยอมรับในอินโดจีน ผนวกกับข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ ทำให้โอกาสเติบโตของบริษัทเหล่านี้ยังมีอีกมาก

หุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางที่ B-SM-RMFจะพิจารณาลงทุนนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด (Market Capitalization) ไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ณ วันที่ลงทุน มีฐานะมั่นคง มีศักยภาพและแนวโน้มการเติบโตดี และทีมจัดการกองทุนเห็นว่ามีมูลค่าต่ำกว่าราคาที่เหมาะสม และที่สำคัญคือต้องผ่านเกณฑ์เรื่องการกำกับกิจการที่ดีด้วยเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนว่าบริษัทที่ลงทุนแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็เป็นบริษัทที่ไว้ใจได้เพราะมีผู้บริหารที่ดี มีธรรมาภิบาลซึ่งเป็นเรื่องที่บลจ.บัวหลวงให้ความสำคัญมาโดยตลอด

การลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลางในระยะยาวยังมีข้อดีคือ ราคาของหุ้นกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่อ้างอิงปัจจัยต่างๆ ภายนอกมากนัก แต่จะขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานของตัวหุ้นเป็นหลัก และเมื่อมีการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติราคาของหุ้นมักจะไม่ถูกกระทบรุนแรงเพราะนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้มักเป็นนักลงทุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่

แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นกองทุนหุ้น ดังนั้นสิ่งที่ตามมาด้วยแน่นอนคือความเสี่ยง ทั้งราคาที่อาจจะผันผวนกว่าหุ้นขนาดใหญ่ และสภาพคล่องของหุ้นที่ซื้อขายในตลาดก็ย่อมน้อยกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ดังนั้นนักลงทุนที่สนใจลงทุนในกองทุน B-SM-RMF ควรพิจารณาด้วยว่าสามารถยอมรับผลขาดทุนที่อาจเกิดจากความผันผวนในระยะสั้นได้หรือไม่ และสามารถถือกองทุนเป็นระยะเวลาหลายๆปีได้หรือไม่ หรือถ้าเป็นไปได้ควรถือลงทุนอย่างน้อย 3-5 ปีขึ้นไป รวมถึงพิจารณาเรื่องการเปิดให้ขายคืนที่กำหนดไว้เพียง 5วันทำการสุดท้ายของเดือน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินลงทุนของทีมจัดการกองทุน และในระยะแรกยังไม่เปิดให้สับเปลี่ยนการลงทุนทั้งสับเปลี่ยนภายในกองทุนบัวหลวง และสับเปลี่ยนข้าม บลจ.

อย่างไรก็ตามกองทุนบัวหลวง ได้จัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ และกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม โดยส่วนที่กองทุนไม่ได้ลงทุนในหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง ผู้จัดการกองทุนก็อาจพิจารณาลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่บางส่วน รวมถึงเงินฝากธนาคาร และตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่อง เพื่อเป็นการบริหารสภาพคล่องโดยไม่เสียโอกาสการลงทุน

B-SM-RMF จึงเป็นทางเลือกใหม่เพื่อมาเติมเต็มผลตอบแทนการลงทุนที่ได้จากโอกาสเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางนอกเหนือไปจากการลงทุนในกองทุนหุ้นรูปแบบเดิมๆ เป็นการคัดพลังเล็กๆ สร้างคุณค่าที่ยิ่งใหญ่ให้กับพอร์ตกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพของนักลงทุน โดยมีขนาดกองทุน 500 ล้านบาท เนื่องจากเรามองว่าเป็นขนาดที่เหมาะสม ในการคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพ และมองถึงประโยชน์ต่อผู้ลงทุนเป็นหลัก

ผู้ที่สนใจลงทุนในกองทุนเปิดบัวหลวง Small-Mid Cap เพื่อการเลี้ยงชีพ (B-SM-RMF) เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่12-16 พฤศจิกายน ราคาเสนอขายต่อหน่วยลงทุน และมูลค่าขั้นต่ำในการจองซื้อ 5,000 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บัวหลวงโฟน โทร.1333 หรือ บลจ.บัวหลวง โทร. 0-2674-6488 กด 8

เกษียณตอน 60 อย่าคิดว่าอยู่ได้

ASTV ผู้จัดการออนไลน์
คอลัมน์บัวหลวง Money Tips 
โดยพิชญา ซุ่นทรัพย์
บลจ.บัวหลวง

หากลองถามคนทั่วไปว่าอยากเกษียณหรือยัง ก็คงจะได้คำตอบว่า “แน่สิ ใครจะอยู่ทนทำงานไปจนแก่ล่ะ” ใช่ครับแต่ถ้าตอนนี้ลองไปถามคนอเมริกัน คำตอบที่ได้คงจะเป็นแบบนี้ “เกษียณตอนนี้จะเอาอะไรกิน ขนาดงานจะให้ทำยังไม่มี”

หลังจากที่อเมริกาเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ พบว่าตัวเลขค่าเฉลี่ยอายุของพนักงานชาวอเมริกันที่เกษียณเพิ่มมาเป็น 65 ปี และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ประมาณ 10 ปีที่แล้ว คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังคิดว่าพวกเขาจะออกจากงานมาใช้ชีวิตแสนสบายหลังครบอายุ 60 ปีเท่านั้น

ถ้ามองในแง่ดี อายุของผู้เกษียณที่เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องดีสำหรับผู้กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ เพราะการเลื่อนเวลาเกษียณออกไป ทำให้มีเงินไว้สำหรับใช้หลังไม่มีงานทำแล้วมากขึ้น และยังได้ผลประโยชน์จากสวัสดิการต่างๆ อย่างประกันสังคม ประกันสุขภาพ รวมถึงผลตอบแทนที่มากขึ้นจากเงินที่ลงทุนอย่างต่อเนื่องใน 401(k) ซึ่งได้ประโยชน์ทางภาษีคล้ายๆ กับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในบ้านเรา

อลิเซีย มันเนล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเกี่ยวกับการเกษียณ จากมหาวิทยาลัยบอสตัน กล่าวว่า “ทุกคนจำเป็นต้องทำงานนานขึ้น เพราะถ้าทุกคนทำงานนานขึ้นกว่าที่วางแผนเอาไว้ไปอีก 5 ปี จะพบว่าพวกเขาส่วนใหญ่จะมีเงินพอเพียงไว้สำหรับใช้ในยามเกษียณ”

แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง อายุเกษียณที่เพิ่มขึ้นมันหมายถึงตำแหน่งหรือโอกาสได้งานสำหรับคนเพิ่งจบจะน้อยลงไปด้วย ทั้งที่คนกลุ่มนี้ควรจะเป็นกลุ่มคนที่จะเป็นผู้ผลักดันประเทศให้เจริญก้าวหน้าในอนาคต แต่ต้องมาตกงานเพราะพวกไม่ยอมเกษียณนี้

จากการทำแบบสอบถามของคนอเมริกันล่าสุด พบว่าอายุเกษียณที่คาดหมาย เพิ่มขึ้นเป็น 67 ปี ทั้งที่เมื่อ 10 ปีก่อนค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 63 ปี และถ้าย้อนไปช่วงปี 1995 ค่าเฉลี่ยยังอยู่แค่เพียง 60 ปีเท่านั้น โดยผู้ที่ยังไม่เกษียณ 57% บอกว่าพวกเขามีเงินเพียงพอไว้ใช้ยามเกษียณ นั่นหมายความว่ามีถึง 43% ที่มองว่าตัวเองต้องอยู่อย่างทุกข์ทรมานหลังเกษียณ

เห็นตัวเลขแล้วนึกถึงคนไทยยังโชคดีที่เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่เหมือนในอเมริกา แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีปัญหาในยามเกษียณ หากวันหนึ่งเกิดวิกฤตกับประเทศเราขึ้นมา หรือประสบกับเหตุการณ์ที่ทำให้รายได้เราหายไปโดยไม่ได้คาดหมาย ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดีโอกาสลำบากและต้องทำงานหลัง 60 ปีมีแน่ๆ

ดังนั้นการเตรียมตัวไว้ก่อนจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งถ้าคุณไม่อยากเจอกับปัญหาทางการเงินหลังเกษียณ ลองอ่านแล้วทำตามข้อแนะนำ 4 ข้อนี้

1. ควรรู้ว่าตนเองต้องมีเงินใช้สำหรับหลังเกษียณอายุเท่าไร เพื่อประเมินว่าต้องออมเงินเดือนละเท่าไรจึงจะเพียงพอ หากไม่ทราบวิธีการคำนวณ บลจ.บัวหลวง มีโปรแกรมง่ายๆ ที่ช่วยนักลงทุนคำนวณตัวเลขดังกล่าวเบื้องต้นในเว็บไซต์ของบริษัทสามารถเข้าไปทดลองใช้กันได้ (เลือกห้องความรู้บัวหลวง และวางแผนการเงินและทดสอบผลการลงทุน)

2. ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มจำนวน ทราบหรือไม่ว่ามีทางเลือกในการออมเงินมากมายที่รัฐบาลให้สิทธิไปลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประกันชีวิตแบบบำนาญ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ เป็นต้น

3. ออมเงินให้เป็นนิสัย หรือสั่งตัวเองให้ออมอย่างสม่ำเสมอ ผ่านโปรแกรมการลงทุนแบบอัตโนมัติ หรือ Dollar cost averaging (DCA) โดยหักเงินจากบัญชีของคุณนำมาลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือนในวันที่คุณต้องการ ถ้าจะให้ดีคือทุกๆวันที่เงินเดือนออก เพื่อให้ไม่นำเงินที่ได้ไปใช้ก่อนจะไม่เหลือเงินสำหรับออม

4. ใช้สวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นายจ้างให้กับเราเต็มจำนวน เช่นถ้านายจ้างให้สิทธิหักเงินสะสม 5% ก็ใส่ให้เต็มเถอะครับ เพราะเงินที่ใส่เข้าไปนายจ้างจะจ่ายเงินสมทบที่อัตราเท่ากันหรือมากกว่า 5% เสมอ แต่ถ้าคุณใส่เงินสะสมแค่ 3% นายจ้างมีสิทธิจ่ายเงินสมทบเพียง 3% เช่นกัน ยิ่งคุณออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากเท่าไรคุณก็จะยิ่งมีเงินออมไว้สำหรับใช้หลังเกษียณมากขึ้นเท่านั้น และยังสามารถนำยอดจำนวนเงินสะสมไปใช้หักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการเกษียณและสร้างความแน่นอนให้กับตนเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อจะได้ไม่เป็นคนชรา ที่สร้างภาระแก่ลูกหลานและประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราในอนาคต 

ที่มา: http://www.manager.co.th/MutualFund/ViewNews.aspx?NewsID=9550000100164

ได้เวลาของหุ้นกู้

บัวหลวง Money Tips นสพ. ASTV ผู้จัดการรายวัน
4 เม.ย. 55
พิชญา ซุ่นทรัพย์

ที่ผ่านๆมา หลายคนหนีเงินฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ ด้วยการเอาไปซื้อตั๋วแลกเงิน (B/E) ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าเกือบๆ 0.5% หรืออาจจะมากกว่านั้น แต่มาถึงปัจจุบัน ท่านที่เป็นลูกค้าตั๋วแลกเงินคงสงสัยว่าตั๋วเหล่านี้หายไปไหนหรือทำไมพนักงานธนาคารจึงไม่ค่อยมาเสนอขายเหมือนก่อน

สาเหตุเนื่องมาจากกฎหมายที่กำหนดให้ธนาคารต้องกันเงินส่วนหนึ่งที่ได้จากการออกตราสารหนี้บางประเภท ซึ่งนับรวมถึงตั๋วแลกเงินด้วย และให้นำเงินที่กันไว้ ส่งให้กับสถาบันคุ้มครองเงินฝากและอีกส่วนนำไปแก้ไขหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน(FIDF) โดยเงินที่ต้องนำส่งนี้รวมกันคิดเป็นสัดส่วน 0.47% ของฐานเงินที่รับเข้ามา

หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ ทำให้ต้นทุนของการออกตั๋วแลกเงินสูงขึ้นและไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ ธนาคารต่างๆ จึงลดการออกตั๋วแลกเงินและหันมาออกหุ้นกู้สถาบันการเงินระยะสั้นเพื่อระดมทุนแทน รวมถึงการออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิอายุยาวๆ เพื่อระดมทุน เราจึงเริ่มเห็นธนาคารต่างๆ หันมาเสนอขายหุ้นกู้แบบต่างๆ กันมากขึ้น และเมื่อรวมกับหุ้นกู้เอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่ปกติมีการระดมทุนผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นทุกปีอยู่แล้ว จึงทำให้ตลาดหุ้นกู้ในช่วงนี้คึกคักเป็นพิเศษ

ดังนั้นผู้ที่เคยลงทุนในเงินฝากหรือตั๋วแลกเงินจะต้องใช้วิจารณญาณในการพิจารณาการลงทุนในหุ้นกู้มากขึ้น สำหรับสิ่งที่ควรทราบในเบื้องต้นก่อนจะตัดสินใจลงทุนในหุ้นกู้ของธนาคารหรือบริษัทใด เราต้องทราบถึงลักษณะของหุ้นกู้ชุดนั้นๆด้วย อย่างแรกคืออายุของหุ้นกู้นั้นๆ ว่าเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นหรือระยะยาว มีเงื่อนไขการด้อยสิทธิหรือไม่ อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับและรูปแบบการจ่ายเป็นอย่างไร อายุของหุ้นกู้เป็นเท่าไร มูลค่าที่เสนอขาย เงินลงทุนขั้นต่ำ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องอันดับเครดิตของหุ้นกู้ชุดนั้นๆ

สำหรับหุ้นกู้ระยะยาวแล้ว ถ้าเราเทียบในเรื่องผลตอบแทน ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นกู้ระยะสั้น เพราะมีอายุของตราสารที่ยาวกว่า เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี หรืออาจมากกว่านี้ก็เป็นได้ ทำให้มีความเสี่ยงเรื่องสภาพคล่องสำหรับนักลงทุนที่สูงขึ้นจึงต้องชดเชยผลตอบแทนที่มากขึ้นตามไปด้วย ส่วนเรื่องรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ยก็มีหลากหลายรูปแบบตามแต่ผู้ออกจะกำหนด เช่น จ่ายแบบขั้นบันได เช่น 3ปีแรกจ่าย 4%ต่อปี ปีที่ 4-5จ่ายที่ 4.50 %ต่อปี หรือหุ้นกู้บางบริษัทระบุจ่ายดอกเบี้ยรายปี รายครึ่งปี หรืออาจจะจ่ายเป็นรายไตรมาส ผู้ลงทุนสามารถเลือกหุ้นกู้ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ทางการเงินของตนเองได้

เงินลงทุนขั้นต่ำต่อหน่วยในหุ้นกู้ส่วนใหญ่กำหนดไว้ค่อนข้างสูง เช่น กำหนดขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท แต่ปัจจุบันการจำหน่ายหุ้นกู้ต่อหน่วย เริ่มปรับราคามากำหนดขั้นต่ำที่ 50,000 บาท หรือต่ำกว่ากันมากขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาลงทุนได้

หุ้นกู้แต่ละชุดจะต้องถูกจัดอันดับเครดิตเพื่อช่วยให้นักลงทุนทราบถึงความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นกู้ชุดนั้นๆ ด้วย ซึ่งในประเทศไทยมีสถาบันที่กำหนดอันดับเครดิตเหล่านี้อยู่ 2 สถาบันได้แก่ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด และบริษัท ฟิทซ์เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด อันดับเครดิตที่ให้ มีตั้งแต่ AAA “Highest credit quality”ไปจนถึง D “Default” ยิ่งอันดับเครดิตต่ำเท่าไรผลตอบแทนที่เสนอจะยิ่งสูงขึ้นเพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่นักลงทุนจะได้รับ

การลงทุนในหุ้นกู้ถือเป็นการลงทุนที่มีระยะเวลาการลงทุนค่อนข้างยาวอาจต้องถือเอาไว้หลายๆ ปี และมีสภาพคล่องน้อย หากผู้ลงทุนต้องการใช้เงินจะมีปัญหาในการหาผู้รับซื้อต่อ ดังนั้นนักลงทุนควรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการลงทุนของตนเอง และจัดสรรสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมด้วย เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาในเรื่องดังกล่าว

หากผู้ลงทุนสนใจลงทุนในหุ้นกู้เอกชน แต่อาจจะติดเงื่อนไขในเรื่องเงินทุนขั้นต่ำ ระยะเวลาในการลงทุน หรืออาจจะไม่มีเวลาในการศึกษาข้อมูลมากนัก สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีส่วนผสมการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนได้เช่นกัน ขั้นต่ำในการลงทุนอาจต่ำเพียงหลักพันบาทเท่านั้น อีกทั้งสามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ และมีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญคัดเลือกลงทุนให้กับคุณ

สิ่งผิดพลาดบ่อยๆของการวางแผนเพื่อเกษียณอายุ

บัวหลวง Money Tips นสพ. ASTV ผู้จัดการรายวัน
16 พ.ย. 54

เรียบเรียงโดย พิชญา ซุ่นทรัพย์

อายุที่มากขึ้นกลับทำให้หลายๆอย่างแย่ลง เมื่อกลุ่มผู้ที่เคยเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ เริ่มที่จะเข้าสู่วัยเกษียณอายุ และกำลังจะเกษียณในช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจดูไม่ดีนัก เนื่องจากปัญหาอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบ 70 ปี ส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินกิจการ หลายคนขาดรายได้ และยังต้องใช้จ่ายกับสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีราคาสูงขึ้นอย่างมาก

ถึงแม้ว่าคุณจะมีการวางแผนเกษียณอายุมาอย่างดี แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในปัจจุบัน ที่เหมาะสมกับช่วงอายุแล้ว ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ คงจะชดเชยกันรายได้ที่ขาดไป หรือเงินเฟ้อไม่ได้  และยังไม่รวมถึงค่าใช่จ่ายเรื่องค่ารักษาพยายาบาล ที่นอกจากจะมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังช่วยให้ท่านมีอายุยืนยาวมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งน่าจะดีถ้าคุณไม่ใช้เงินของคุณจนหมดก่อนถึงวันนั้น

แต่โชคดีที่ยังไม่มีคำว่าสายเกินไปที่จะเริ่มกระบวนการวางแผนเกษียณ ณ ตั้งแต่วันนี้ แต่ควรพิจารณาถึงข้อผิดพลาดเและพยายามหลีกเลี่ยง 5 ข้อที่จะกล่าวต่อไปนี้ด้วย

ไม่มีการปรับแผนสำหรับเกษียณให้เหมาะสมกับปัจจุบัน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ที่เข้าใกล้วันเกษียณอายุ จะเริ่มสนใจเป็นพิเศษว่าตนมีเงินออม และมีดอกเบี้ยงอกเงยมาเท่าไรแล้ว วางแผนว่าจะใช้เงินหลังจากเกษียณเดือนละเท่าไร และจะใช้ได้ไปประมาณกี่ปี  เชื่อหรือไม่ครับว่ามีคนที่เกษียณไปแล้วไม่สามารถทำได้ตามที่ตนเองวางแผนเอาไว้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า เขาไม่มีการปรับเปลี่ยนสมมติฐานในการลงทุนให้ถูกต้อง อย่างเช่นอัตราผลตอบแทนที่เคยคาดว่าจะได้สูงกว่า 7% ต่อปีจากการลงทุนในพันธบัตร หรือหุ้นกู้ คงจะเห็นได้ยากในปัจจุบัน ดูได้จากอัตราการเติบโตของ GDP ประเทศไทยที่ยากจะเห็นเกิน 5%หากเศรษฐกิจโลกยังไม่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ  ซึ่งผลตอบแทนที่น้อยลงนี้จะทำให้เงินออมของคุณหมดก่อนวันเวลาที่คุณวางแผนเอาไว้

เกษียณเร็วเกินไป หลายคนเกษียณก่อนเวลา จากนโยบายบริษัทที่เปิดโอกาสให้สามารถ Early-Retire ได้ ซึ่งเชื่อว่าบริษัทน่าจะให้ผลประโยชน์ที่น่าสนใจระดับหนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ว่าถ้าหากคุณเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิและทำงานต่อระยะเวลาหนึ่ง ด้วยผลประโยชน์จากการโปรแกรมสนับสนุนการออมของบริษัท อย่างกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือการลงทุนที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ประกันแบบบำนาญ จะช่วยให้คุณมีเงินออมหลังเกษียณต่างกันอย่างมาก และการทำงานมากกว่าที่คุณวางแผนเกษียณเล็กน้อยจะสามารถช่วยให้คุณจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ประเมินค่ารักษาพยาบาลไว้ต่ำเกินไป ด้วยสวัสดิการที่รัฐบาลสนับสนุนในเรื่องการรักษาพยาบาลทำให้คุณคิดว่าถ้าไม่สบายขึ้นมา จะขอใช้สิทธิในส่วนนี้หลังเกษียณ และทุกคนก็คิดเหมือนคุณจึงทำให้คุณต้องไปต่อคิวจองบัตรตั้งแต่เช้ากว่าจะได้ตรวจรักษาจริงๆ น่าจะใกล้เที่ยงวัน ถ้าหากคุณไม่อยากจะรอสวัสดิการของรัฐ ก็ต้องหันไปใช้บริการของเอกชน ซึ่งราคาสูงกว่ามาก และยังเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงอีกด้วย  ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นตัวกัดกินเงินออมที่คุณเก็บรักษามาทั้งชีวิตไปอย่างรวดเร็ว  ดังนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และหาซื้อประกันสุขภาพสำหรับใช้ชีวิตหลังเกษียณไว้ให้พอเพียง

ไม่กระจายการลงทุน คุณทราบหรือไม่ว่าบริษัทของคุณเปิดให้สามารถเลือกลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วยตนเองได้ ถ้าหากคุณไม่ทราบ หรือว่าทราบแล้วแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือก เงินออมของคุณในเบื้องต้นทั้งหมดจะถูกกำหนดให้อยู่ในกองทุนตลาดเงินที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด และให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด เช่นกัน  และหากคุณปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปเงินที่คุณจะได้หลังเกษียณคงไม่เหมือนตามที่คุณฝันไว้อย่างแน่นอน  ดังนั้นคุณควรจะกระจายการลงทุน โดยอาจจะขอแบ่งสัดส่วนการลงทุนมาอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนหุ้น เพื่อให้มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น  แต่ถ้าหากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบริษัทของคุณยังไม่เปิดโอกาสให้คุณเลือก คุณก็สามารถเลือกลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ ที่ต่างไปจากกองทุนที่คุณถืออยู่ได้เช่นกัน

ให้ความสำคัญกับการศึกษาของบุตรจนไม่คิดถึงเรื่องเกษียณของตนเอง ด้วยค่านิยมของคนไทยเราจะส่งลูกหลายจนเรียนจบปริญญาตรี ซึ่งบางรายก็อาจจะส่งเรียนไปจนถึงปริญญาเอก  รวมถึงออกค่าใช้จ่ายต่างๆให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถยนต์ ที่อยู่ ไปกระทั่งค่าจัดงานแต่งงาน โดยไม่ได้คิดเรื่องเกษียณอายุของตนเอง  แนะนำอย่างนี้ครับ “เรื่องทุนช่วยเหลือเรื่องการศึกษามีคนสนับสนุนให้เสมอ แต่ทุนช่วยเหลือสำหรับการเกษียณไม่มีใครให้คุณได้นอกจากตัวคุณเอง”

อย่าเพิ่งคิดว่าช้าไปแล้วที่จะเริ่มวันนี้ เพราะคุณยังต้องใช้ชีวิตสำหรับเกษียณไปอีก 20 หรือ 30 ปีก็เป็นได้ ไม่มีคำว่าสายเกินไปสำหรับการวางแผนเพื่อการเกษียณและศึกษาหาความรู้ด้านการเงิน สำหรับเวลาที่ยังเหลือหลังจากนี้ ขอให้ทุกคนเกษียณอย่างมีความสุขครับ

By Andrew Chou, CFP®
Special to FPA

BCHAY ทางเลือกใหม่ของการซื้อทองคำแท่งในประเทศ

สวัสดีครับ ในโพสนี้ผมขอนำบทความของผมที่เขียนในนามของ บลจ.บัวหลวง ที่ลงใน นสพ.ผู้จัดการ และโพสทูเดย์ มาลงให้เพื่อนๆได้อ่านกัน ถือเป็นการโปรโมทกองทุนให้บริษัทด้วย : ) ไม่แน่ใจว่าผิดจรรยาบรรณหรือเปล่า ซึ่งคิดว่าไม่เพราะไม่ได้หาประโยชน์ใดๆ ตั้งใจว่าเป็นการแนะนำให้ผู้อ่านได้ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างทองคำ กองทุนทองคำ และ ETF ทองคำ ลองอ่านดูละกันนะครับ หากไม่ดีตรงไหนแนะนำได้ ผมจะได้ปรับปรุงสำหรับงานต่อๆไป

————–

ปัจจุบันหลายๆ ท่านคงคุ้นชินกับการลงทุนในทองคำกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ที่ซื้อได้จากร้านทองโดยตรง และกองทุนทองคำที่ลงทุนผ่าน SPDR Gold Trust ผ่านตัวแทนขายหรือสาขาธนาคาร และนักลงทุนยังสามารถลงทุนได้อย่างสะดวกมากขึ้นผ่านกองทุน ETF ทองคำ ได้แก่ กองทุนบัวหลวงเชโกลด์อีทีเอฟ (BCHAY) ของ บลจ.บัวหลวง ที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เช่นกัน แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าการลงทุนแต่ละช่องทางมีความแตกต่างกันอย่างไร และนักลงทุนควรจะลงทุนทองคำผ่านรูปแบบใดจึงจะเหมาะสม

ประเภททองคำ ทองคำแท่งที่ซื้อขายในร้านทอง ส่วนใหญ่จะมีให้นักลงทุนเลือกทั้งประเภทมาตรฐานความบริสุทธิ์ 96.5% และ 99.5%ขึ้นไป โดยทองคำจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของร้านทองที่ท่านซื้อ   ทองคำที่ SPDR ไปลงทุน เป็นทองคำที่ความบริสุทธิ์ 99.5% ตามมาตรฐาน LBMA (London Bullion Market Association) ส่วนกองทุน ETF ทองคำในประเทศไทยปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งกองที่ลงทุนในทองคำในประเทศที่มาตรฐานความบริสุทธิ์ 96.5% ความบริสุทธิ์ 99.5%ขึ้นไป และกองที่ไปลงทุนในทองคำต่างประเทศผ่าน SPDR  เช่นกัน  นักลงทุนควรทราบความแตกต่างนี้ด้วยเพราะความบริสุทธิ์และแหล่งที่นำเงินไปลงทุนในทองคำจะมีผลต่อราคาทองคำรวมถึงความเสี่ยงแตกต่างกันไป

ราคาซื้อขายและราคาอ้างอิง หากท่านเป็นนักลงทุนในทองคำแท่ง ราคาทองคำที่ใช้ซื้อขายจะอ้างอิงดูได้จากประกาศของสมาคมค้าทองคำ ซึ่งแต่ละวันจะมีการเปลี่ยนแปลงเท่าไร จำนวนกี่ครั้งมากน้อยตามความผันผวนของราคาทองคำในวันนั้นๆ  วันที่ผันผวนสูงสุด มีการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำถึง 19 ครั้งในวันเดียว  แต่ถ้าท่านลงทุนในกองทุนทองคำ ราคาที่ใช้อ้างอิงจะแตกต่างกันไป ขึ้นกับราคา SPDR ในตลาดหลักทรัพย์ที่กองทุนไปจดทะเบียน เช่น ตลาดหุ้นสิงคโปร์ ฮ่องกง นิวยอร์ค เป็นต้น และต้องคำนึงถึงความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย โดยราคาที่นักลงทุนจะได้เป็นราคา NAV ณ สิ้นวัน สำหรับกองทุน ETF ทองคำ นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ที่ราคาตลาดทันที โดยราคานั้นจะอ้างอิงตามราคา iNAV หรือราคา NAV ระหว่างวันของกองทุนที่จะคำนวณเพื่อประกาศอ้างอิงในขณะนั้นๆ ซึ่งราคา iNAV นี้จะอ้างอิงกับราคาทองคำที่กองทุนถืออยู่นั่นเอง

มูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ/ครั้ง ถ้าต้องการซื้อทองคำแท่งจากร้านทอง คุณอาจจะต้องเตรียมเงินไปซื้อถึงหลักแสนบาท เพราะส่วนใหญ่แล้วร้านทองจะขายทองคำแท่งน้ำหนัก 5 บาท หรือ 10 บาท  ซึ่งมูลค่าค่อนข้างสูง แม้ว่าจะมีบางร้านที่ทำทองคำแท่งน้ำหนัก 1 บาท แต่ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากมีต้นทุนต่อการลงทุนหนึ่งครั้งค่อนข้างสูงสำหรับทองคำ 1 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนทองคำ เงินลงทุนขั้นต่ำในการซื้อขายเริ่มต้นเพียง 1,000 บาทเท่านั้น (ราคาลงทุนขั้นต่ำของกองทุนบัวหลวงโกลด์ฟันด์) หรืออาจสูงกว่านี้บ้าง ขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุน  และถ้าต้องการซื้อกองทุน ETF ทองคำ มีขั้นต่ำการลงทุนครั้งละ 100 หน่วย เช่นหาก ETF ต่อหน่วยราคา 26.5 บาท เงินลงทุนขั้นต่ำจะเท่ากับ 2,650 บาท

ความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเก็บรักษา  พูดถึงเรื่องความสะดวกสบายในการซื้อขาย ถ้าเป็นทองคำแท่งนักลงทุนอาจจะต้องเดินทางไปซื้อถึงร้านทอง และยังต้องเก็บทองกลับมาดูแลรักษาเองที่บ้านซึ่งมีความเสี่ยงต่อการสูญหายและโจรกรรม เวลาที่ต้องการขายนักลงทุนต้องนำทองคำไปขายกับร้านเดิมถึงจะได้ในราคาที่ดี  เว้นแต่ทางร้านจะมีระบบการขาย ตั๋วทอง หรืออาจจะมีบัญชีทองคำช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ซึ่งก็ขึ้นกับความไว้วางใจของลูกค้าต่อร้านทองนั้นๆ ด้วย

ในกรณีกองทุนทองคำนักลงทุนสามารถซื้อขายผ่านตัวแทนขายหรือสาขาธนาคารพาณิชย์  นักลงทุนจะได้เป็นหน่วยลงทุนกลับไปไม่ต้องเก็บทองคำไว้กับตัว   โดยทองคำที่กองทุนนำเงินไปลงทุนใน SPDR นั้น จะถูกเก็บรักษาโดย HSBC Bank (New York)

กองทุน ETF ทองคำ นักลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลาทำการ บนระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งเป็นระบบไร้ใบหน่วยลงทุนและมีความน่าเชื่อถือสูง ทองคำแท่งที่ลงทุนจะถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในห้องมั่นคง

ถ้าถามว่า นักลงทุนแบบไหนเหมาะสมกับการลงทุนทองคำแบบใด นักลงทุนสามารถพิจารณาจากข้อเปรียบเทียบข้างต้นได้ เช่น ถ้านักลงทุนอยากทำกำไรระยะสั้นๆจากการเปลี่ยนแปลงราคาทองคำ  การลงทุนใน ETF ทองคำ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมาก หรือถ้าต้องการลงทุนระยะยาวในทองคำแท่ง แต่ไม่สะดวกที่จะเดินทางไปซื้อทองถึงที่ร้าน และไม่มีที่เก็บรักษาทองคำ นักลงทุนอาจจะเลือกลงทุนในกองทุนทองคำที่ลงทุนผ่าน SPDR หรือลงทุนในกองทุน ETF ทองคำก็ได้เช่นกัน

หากนักลงทุนสนใจลงทุนใน ทองคำ บลจ.บัวหลวง มี กองทุนบัวหลวงโกลด์ฟันด์ (BGOLD) และกองทุนบัวหลวงโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (BGOLDRMF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนใน SPDR  ที่จดทะเบียนในตลาดสิงค์โปร์ และ กองทุนบัวหลวงเชโกลด์อีทีเอฟ (BCHAY) ซึ่งเป็นกองทุน ETF ลงทุนทองคำแท่งในประเทศ ความบริสุทธิ์ 96.5% เมื่อผ่านช่วงเสนอขายครั้งแรกแล้ว นักลงทุนสามารถไปซื้อขายหน่วยลงทุน BCHAY ได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ  กองทุนนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่าง บลจ.บัวหลวง บล.บัวหลวง และ 4 พันธมิตรผู้ค้าทองคำ ได้แก่ บริษัท  ห้างขายทองจินฮั้วเฮง  จำกัด   บริษัท  ฮั่วเซ่งเฮง  คอมโมดิทัซ  จำกัด   บริษัท  ออสสิริส  จำกัด  และบริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนให้กับนักลงทุนผู้ที่สนใจ และกำลังสนใจลงทุนในทองคำ

%d bloggers like this: