Pich S. McLynch's Blog

Sharing Knowledge about Economics, Financial Market, Logistics, etc.

The Toyota Way, Principle I

แบ่งงานกันไปแปลนะ เอาช้าสุดวันอาทิตย์เย็น
นัดประชุมวันจันหลังเรียน Finance

(เป็นงานที่ทำส่งอาจารย์อีกชิ้นหนึ่ง คำแปลอยู่ด้านล่างนะครับ ใครสนใจลองอ่านได้ ; update 4/8/2010)

Chapter 7
Principle I: Base your management decisions on a long-term philosophy, even at the expense of short-term financial goals.

Focus on long-term rather than short-term results, reinvestment in people, product, and plant, and an unforgiving commitment to quality.

พีช : A mission greater than earning a paycheck
Doing the right thing for the right customer
ทัช : Create a constancy of purpose and place in history
The NUMMI story: Building trust with employees
จุ้ย : Don’t let business decisions undermine trust and mutual respect
แบ้งค์ : Use self reliance and responsibility to decide your fate
Toyota’s mission statement and guiding principles
พี่สุน : The gutting of Chrysler’s culture: A cautionary tale

2 Comments»

  soonsap wrote @

Don’t let business decisions undermine trust and mutual respect อย่ายอมให้การตัดสินใจทางธุรกิจทำลายความเชื่อมั่นและความเชื่อใจกัน

โตโยต้า เข้าใจว่าการยึดถือหน้าที่ปฏิบัติงานของหุ้นส่วนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของภาระหน้าที่ต่อชุมชนและสังคม ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่ โรงงานผลิตที่เก่าแก่ที่สุดของ โตโยต้า ในสหรัฐอเมริกา นั่นคือ โรงงานผลิตกระบะรถบรรทุกที่มีชื่อย่อว่า TABC

ในทศวรรษที่ 1960 สหรัฐอเมริกาจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษเพิ่มขึ้นอีก 30 เปอร์เซนต์ สำหรับรถบรรทุกนำเข้า โดยเรียกภาษีนี้ว่า Chicken Tax ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการแก้แค้นประเทศในทวีปยุโรปที่ปฏิเสธการนำเข้าสัตว์ปีก ในการหลีกเลี่ยงภาษีดังกล่าวบริษัทต่างชาติส่วนใหญ่จะนำเข้ารถบรรทุกที่ยังไม่มีกระบะ เพื่อให้กลายเป็นการนำเข้าชิ้นส่วน แทนที่จะเป็นการนำเข้ารถบรรทุก แต่โตโยต้านั้นไม่ได้นำเข้ากระบะเหมือนบริษัทอื่นๆ แต่ได้สร้างโรงงานผลิตกระบะขึ้นเองใกล้กับท่าเรือ ที่มีการขนส่วนหัวของรถบรรทุกเพื่อให้ง่ายต่อการประกอบ โดยได้เลือกทำเลที่ Long Beach , CA

TABC เป็นบริษัทอเมริกันแห่งแรกที่นำระบบ TPS มาใช้งานอย่างจริงจัง ต่อมาประมาณ 30 ปี โตโยต้าจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศ Mexico เนื่องมาจากที่รัฐ CA มีกฏหมายเรื่องสิ่งแวดล้อมค่อนข้างเข้มงวดประกอบกับค่าแรงของประเทศ Mexico ถูกกว่าซึ่งถ้าเป็นบริษัททั่วไปก็จะมีการปลดคนงานที่เก่าออก แต่ไม่ใช่วิถีของโตโยต้า เนื่องจากแรงงานที่ USA ไม่ได้กระทำความผิดอะไรจึงไม่สมควรที่จะปลดเขาออก ประกอบกับแรงงานที่ทำอยู่มีประสบการณ์ทำงานที่เชี่ยวชาญ โตโยต้าจึงเปลี่ยนจากโรงงานผลิตกระบะซึ่งมีมลพิษค่อนข้างสูงไปเป็นโรงงานประกอบรถยนต์แทน ซึ่งถึงแม้จะทำให้มีต้นทุนที่สูงกว่าบริษัทอื่น แต่โตโยต้าไม่ได้มองถึงผลประกอบการในระยะสั้นแต่เข้ามองถึงในระยะยาว ในแง่การยอมรับของลูกค้าและพนักงาน ซึ่งโตโยต้าเชื่อว่าด้วยระบบ TPS ของเขาและ แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีพันธะอย่างแน่นแฟ้นกับบริษัทจะสร้างคุณภาพ และจะนำไปสู่ผลกำไรในการดำเนินงานระยะยาว

สรุป คือ แทนที่โตโยต้าจะทอดทิ้งแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญมีความสามารถสูง แต่กลับเพิ่มงานให้เพื่อความจงรักภักดีแก่แรงงาน เพื่อผลประโยชน์ในระยะยาวนั่นเอง

by Jui Sanit

Like

  soonsap wrote @

เรื่องราวที่เป็นอุทาหรณ์
การเสื่อมสลายถูกทำลายไป ของวัฒนธรรม ค่ายรถยนต์ Chrysler

ในปี 1979 นาย Lee lacocca ได้รับให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ไครสเลอร์ ในขณะนั้น เขาแทบจะหมดอาลัยตายอยาก เพราะกว่าสถานการณ์ตอนนี้ ทุกอย่างดูมันสายเกินแก้ นอกเหนือจากมีรถไครสเลอร์, ดอดจ์, พลีมัธ ขายไม่ออกจอดทิ้งไว้จนสนิมกินเป็นพัน ๆ คันแล้ว ยังมีรถยนต์อีกหลายพันคันยังอยู่ในขบวนการผลิต, รวมทั้งเครื่องจักร, อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องหยุดรอการผลิต รวมทั้งชิ้นส่วนอีกมหาศาลที่เกลื่อนอยู่ตามโรงงานหลายแห่งของไครสเลอร์ สาเหตุหลักในช่วงนั้น นอกจากผลของสภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์น้ำมันแล้ว รถยนต์ญี่ปุ่นได้แย่งส่วนตลาดในประเทศไปอย่างมหาศาลเป็นประการสำคัญ

Lee lacocca พบว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากไครสเลอร์ก็ด้อยลง, การทำงาน, ประสิทธิภาพทางการผลิตก็ถอยหลัง, รัฐบาลในระยะนั้นไม่สนใจให้การสนับสนุนซ้ำยังทำตัวเป็นศัตรูเก็บภาษีสารพัด, เขาวิเคราะห์ว่าเป็นสถานการณ์ที่ตกต่ำที่สุดเท่าที่ไครสเลอร์เคยเผชิญมาในอดีต Lee lacocca จึงตัดสินใจ และมุ่งเป้าหมายไปยัง ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยลงทุนในโครงการที่เรียกว่า K-Car ซึ่งเป็นรถยนต์รุ่นที่มีคุณภาพที่ดีเลิศ และราคายุติธรรม เช่น มีการ เพิ่มความหนาในการป้องกันสนิมเป็นสองเท่า รวมทั้งใช้เทคนิคในการชุบสีรถใหม่ ศึกษาค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถของคู่แข่ง โมเดล ปีเดียวกันในระยะเวลาใช้งานเท่ากัน เหลือเพียง 21% เปรียบเทียบกับรถคู่แข่ง ลดค่าใช้จ่ายในการให้ค้ำประกันคุณภาพรถ ในระหว่างใช้งานได้ต่อคันได้ถึง 25% ลดปัญหาจุกจิก จากการใช้รถต่อ ผู้ใช้ได้ถึง 35% และที่สำคัญ K-Cars เป็นรถที่สร้างความแตกต่างจากรถอื่นทางด้านเทคโนโลยี กล่าวคือ เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้า ประหยัดน้ำมันถึง 28 ไมล์ต่อแกลลอน และ K-Cars นั่งเองเป็นรถที่กำลังขายดีที่สุดในอเมริกาในขณะนี้ อันส่งผลกระทบต่อการขายของโตโยต้าและดัทสันในอเมริกาอย่างมากมาย ญี่ปุ่นเองถึงกับเตรียมป้องกันตลาดรถในประเทศอื่นของตนอยู่ในขณะนี้อย่างขะมักเขม้น ทำให้ กอบกู้ให้ Chrysler รอดพ้นจากหายนะมาได้ และในปี 1990 เขาจึงเต็มใจก้าวลงจากตำแหน่ง เพื่อให้ผู้นำที่โดเด่นบางคน เช่น Bob Eaton, Tom stallkamp, Bob Lutz และ Francois Cactaing เข้ามาปฎิรูปบริษัทต่อไป

เป้าหมายหลักที่สำคัญ ของ Chrysler คือ การที่ได้มีการสร้างศูนย์ปฎิบัติการยานยนต์ขึ้น เพื่อปรับปรุงองค์กรใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ มีเหล่าวิศกรทางด้านต่างๆ เช่น วิศวกรรตัวถัง วิศวกรรมช่วงล่าง วิศวกรรมด้านไฟฟ้า และวิศวกรรมการผลิต ได้เข้ามารวมมือกัน ขึ้นกับผู้จัดการทั่วไป คนเดียวกัน (เหมือนกับบทบาทคล้ายกับของ Toyata ) กลุ่มคนเหล่านี้ จะมีเป้าหมายร่วมเดียวกัน คือ ผลิตยานยนต์ชั้นเลิศ ในราคาที่ต่ำตรงตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นที่มาของรถยนต์ ตระกูล LH เช่น Chrysler Concorde, Dodge เป็นต้น รถตู้มินิแวนโฉมใหม่ รุ่น Neon แม้แต่ รุ่น PT Cruiser ที่ดูแปลกตา แต่ก็ได้รับความนิยม ที่สำคัญก็คือว่า ผู้จัดการทั่วไป แต่ละคนได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากผู้จัดการคนก่อน มีการต่อยอด อย่างน้อยก็ในแง่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ จน Chrysler ได้กลายเป็นบริษัทที่ทำกำไร ต่อคัน มากที่สุด และทำให้ Toyota รู้สึกกังวลต่อพัฒนาการเหล่านี้ ซึ่ง ขณะนั้นไม่มีบริษัทอเมริกันใด จะสามารถทำมันได้แม้แต่ค่ายเดียว

ต่อมา Daimler (ผู้ผลิตรถยนต์ Benz) ได้เข้ามาซื้อกิจการ Chrysler ไป ความเฟื้องฟูก็กลายเป็นเสมือนเปลวเทียนที่วาบขึ้น แล้วก็วูบอย่างรวดเร็ว และในปี 2000 Chryslerมีแนวโน้มจะล้มละลาย สาเหตุหลักๆ ก็คือ

1. มีการไล่ ผู้นำชั้นยอด ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการเข้าครอบงำกิจการแบบล้างบาง ต้องการครองครองการไล่ออก ครั้งนี้ถือเป็นการยุติสิ่งที่ Chrysler เริ่มก่อร่างสร้างขึ้นมา ทั้งในเรื่องการพยายามลดต้นทุนในระยะสั้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการสร้างกำไร เป็นการยุติพันธมิตรทางธุรกิจกับSupplier ที่ Tom Stallkamp ได้บรรจงสร้างความเชื่อมั่นขึ้นมา และถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์ให้แก่กัน

2. เป้าหมายระยะยาวของ Daimler ในการซื้อกิจการ Chrysler ไม่ชัดเจน ในระยะสั้นดูสมเหตุผล ที่ต้องการขยายตลาด รุกสู่ตลาดอเมริกาอย่างเต็มที่ แต่ผลภายในก็คือ บริษัทมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ทั้งวัฒนธรรม และไม่เข้าใจถึงความคิดของประชาชนชาวอเมริกันที่แท้จริง เป็นการบริหารที่ผิดพลาด แทนที่จะคงไว้ และดำเนินตามแนวปฎิบัติ วัฒนธรรมอันน่าภาคภูมิใจที่มีมาแต่เดิมของ Chrysler ซึ่งเป็นการถูกตัดชนิดที่เรียกว่า ขุดรากถอนโคน ลดจุดแข็งของ Chrysler ลงไปอย่างน่าเสียดาย

แต่จากมุมมองของ Toyota น่าจะกล่าวกับ Daimler ว่า “ขอขอบคุณในสิ่งที่ถ้าเป็นพวกเราทำไม่ได้ และถ้าเป็นเรา เราก็จะไม่ทำแบบนั้น เหมือนอย่างที่คุณทำลายวัฒนธรรมของ Chrysler ไปเองกับมือ”

by P’Son

Like


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: