Pich S. McLynch's Blog

Sharing Knowledge about Economics, Financial Market, Logistics, etc.

Introduction of Futures Market

วันนี้เรามาทำความเข้าใจกับตราสารอนุพันธ์กัน โดยจะแบ่งออกเป็นหัวข้อดังนี้ครับ

Introduction

– Derivatives คือ?
– ชนิดของ Derivatives
– ส่วนประกอบ
– ความแตกต่างของแต่ละชนิด
– ประโยชน์ของการใช้ Derivatives

ผมจะใช้ข้อมูลอิงจากหนังสือของ John C. Hull, Lecture เป็นหลักและข้อมูลทั่วไปที่หาได้ทางอินเทอร์เนตมาเสริมบ้างบางเรื่อง เพราะข้อมูลในหนังสือและการเรียนในห้องเป็นรายละเอียดในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น ผมจะขอใส่ข้อมูลของไทยลงไปเพิ่มครับ

มาเริ่มต้นกันเลย

Derivatives หรือ ตราสารอนุพันธ์ คืออะไร

เราจะเห็นได้ว่า Derivatives มาจากคำว่า Derive ซึ่งแปลว่า ได้รัมาจาก หรืออ้างอิงมาจาก (อะไรซักอย่าง) ดังนั้น Derivatives จึงเป็นตราสารที่จะต้องอ้างอิงกับค่าหรือสินทรัพย์อื่นๆ (Underlying assets) อย่างเช่น ดัชนีหุ้น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาสินค้า ฯลฯ

เราจึงสรุปได้ว่าDerivative เป็นตราสารทางการเงินที่ทำกันระหว่างบุคคลตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไปเพื่อตกลงกันซื้อขาย Underlying assets ในปัจจุบัน แต่ทำการส่งมอบและชำระราคากันในอนาคต

ชนิดของ Derivatives

อนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ Forwards, Futures, Options และ Swap แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไรนั้น จะกล่าวในหัวข้อต่อๆไป
ส่วนประกอบ

รายละเอียดที่จะต้องมีระบุหรือจำเป็นต่อการพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อขายอนุพันธ์ มีดังนี้

What: รู้ว่า Underlying assets คืออะไร ex. index, commodity, exchange etc.

Price: ต้องทราบราคา ณ ปัจจุบัน (Spot price) จากนั้นคาดการณ์ราคาในอนาคตว่าทิศทางเป็นอย่างไร จากนั้นจึงมาพิจารณาราคาใช้สิทธิ์ (Strike price(มักใช้กับ Forwards และ Futures) หรือ Exercise price(ใช้กับ Options))

Size: ขนาดของสัญญา เช่น ในประเทศไทย Futures 1 สัญญา มี size = หุ้น 1,000 หุ้น, Options 1 สัญญา มี size = 200 หุ้น เป็นต้น

When: วันสิ้นสุดอายุของสัญญา เช่น Series H ครบกำหนดอายุเดือนมีนาคม, M ครบกำหนดอายุเดือน มิถุนายน, U ครบกำหนดอายุเดือน กันยายน และ Z ครบกำหนดอายุเดือนธันวาคม

Action: จะซื้อหรือขาย – Long or Short position

ความแตกต่างของแต่ละชนิด

Forwards และ Futures เป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงราคาและเวลาส่งมอบกันในอนาคต โดยเมื่อถึงวันส่งมอบ ผู้ขายมีหน้าที่ส่งมอบสินค้า ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ชำระราคาตามที่ได้ตกลงกันไว้

ความเหมือนและต่างระหว่าง Forwards และ Futures

ความเหมือน:

Forwards และ Futres เป็นสัญญาที่ต้องปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้(Obligation)

ข้อแตกต่าง:

Forwards จะซื้อขายกันเฉพาะในตลาด Over-the-Counter(OTC) เท่านั้น ทำให้คู่สัญญาสามารถตกลงทั้งราคา ขนาดของสัญญา วันเวลาส่งมอบได้(Customize) แต่การที่สัญญาเป็นการตกลงของสองฝ่ายโดยที่ไม่ได้มีผู้เข้ามาทำหน้าที่ดูแลการส่งมอบและชำระราคา(Clearing house) จึงทำให้มีความเสี่ยงที่คู่สัญญาจะไม่ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้สูง(Default risk)

Futures ส่วนใหญ่จะซื้อขายกันในตลาดที่เป็นทางการ(Exchange market) สัญญาจึงมีลักษณะที่เป็นมาตรฐาน คือมีการกำหนดราคาส่งมอบ ขนาดสัญญา และวันเวลาสิ้นสุดสัญญาชัดเจน และที่สำคัญคือการชำระราคา จะทำกันทุกวัน (Daily settlement) โดยมี Clearing house คอยดูแลในเรื่องดังกล่าวนี้ ทำให้มี Default risk ต่ำกว่า

Options มีลักษณะคล้ายๆกับ Forwards และ Futures แต่ต่างตรงที่ผู้ซื้อ Options มีสิทธิ์ที่จะเลือกที่จะปฏิบัติตามราคาที่สัญญาเอาไว้ หรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้าเลือกที่จะใช้สิทธิ์ ฝ่ายขายจะต้องมีหน้าที่ปฏิบัติตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ ในส่วนของ Options มีการทำทั้งในตลาดที่เป็น OTC และ Exchange market

Options มีอยู่สองแบบคือ Call และ Put Options

Call Options คือ สิทธิ์ในการซื้อ ส่วน Put Options คือสิทธิ์ในการขาย อย่างเพิ่งสับสนครับ เพราะเดี๋ยวได้งงกว่านี้อีก…เพราะสามารถแบ่งออกเป็น Long และ Short ได้ด้วย

Long Call: “ซื้อ” สิทธิ์ในการซื้อ

Short Call: “ขาย” สิทธิ์ในการซื้อ

Long Put: “ซื้อ” สิทธิ์ในการขาย

Short put: “ขาย” สิทธิ์ในการขาย

ส่วนรายละเอียดค่อยมาว่ากันโพสอื่นๆนะ เรื่องมันยาววว

Swap คือการทำสัญญาซื้อสินค้าอ้างอิงในวันนี้ ในราคา Spot โดยกำหนดวันที่จะส่งมอบให้ในวันข้างหน้า ดังนั้น Swap จึงเป็นตราสารที่ประกอบด้วยธุรกรรม Spot + Forward ในเวลาเดียวกัน

เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นลองดูตัวอย่างนี้ครับ Ex: ในช่วงก่อนลอยตัวค่าเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยนำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปซื้อเงินบาท ในตลาด Spot เพื่อนำเงินบาทที่ได้นั้นมาซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่เข้ามาเก็งกำไรออกจากตลาด โดยทำธุรกรรม Swap ที่มีเงื่อนไขสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา (อาจเป็น 2 วัน หรือ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) แบงก์ชาติจะต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อเงินบาทคืน  เสมือนเป็นการอัดฉีดเงินบาทเข้าไปในระบบเพื่อลบล้าง ผลการโจมตีของนักเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ …เข้าใจกันเปล่าหว่า

ประโยชน์ของการใช้ Derivatives มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

1. Hedge: ป้องกันความเสี่ยง เช่น ถ้าเราคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นในอนาคต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทสูงขึ้นตามไปด้วย เราสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นด้วยการ Long Crude Oil Futures และถ้าราคาน้ำมันสูงขึ้นจริง เราจะได้กำไรจาก Futures มาทดแทนผลจากการที่ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เป็นต้น

2. Speculate: เก็งกำไร เนื่องจาก Derivatives มีลักษณะที่เป็น Leverage จึงทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุน Derivative ที่จำนวนเงินเท่ากัน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าอ้างอิง จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการซื้อสินค้าอ้างอิงนั้นจริงๆ

3. Arbitrage หากำไรโดยปราศจากความเสี่ยง เช่น  ถ้าเราเห็นว่าราคาหุ้นตัวเดียวกัน ในสองตลาด แต่ว่ามีราคาไม่เท่ากัน เราสามารถหากำไรโดยปราศจากความเสี่ยงด้วยการ Short หุ้นในตลาดที่ราคาสูงกว่า และ Long หุ้นในตลาดที่มีราคาต่ำกว่า ซึ่งถ้าเป็นไปตาม Law of one price ราคาหุ้นของทั้งสองตลาดจะวิ่งเข้าหากันในที่สุด และเราจะได้กำไรจากสัญญาดังกล่าว

โพสนึงใช้เวลาเขียนนานมากคับ ยังไม่ได้อ่านบทที่จะเรียนคาบหน้าเลย แถมบทก่อนหน้าก็ยังงงๆ เศร้า… ขอไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ไม่ไหวละ

No comments yet»

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: