Pich S. McLynch's Blog

Sharing Knowledge about Economics, Financial Market, Logistics, etc.

Mechanics of Futures Market

ต่อกันด้วยเรื่อง กลไกการซื้อขายในตลาดซื้อขายล่วงหน้า

มีหัวข้อที่จะกล่าวถึงดังนี้คับ

– Underlying Asset
– ลักษณะของตลาด
– การจัดการกับ Default risk
– การชำระราคาและส่งมอบ

Underlying Asset (เพิ่มเติมจาก Post แรก)

ในประเทศไทยยังมีสินค้าอ้างอิงเพียงไม่กี่ชนิด แต่ถ้ามาดูในตลาดต่างประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกานั้น มีอยู่เยอะมาก เช่น Copper, Gold, Platinum, Heating oil, Gasoline, Corn, Ethanol, Soybean, Coffee, Pork, Cattle-Live, etc. และยังมีอีกเยอะมากที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

หากเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างกันในตัวของสินค้าเอง จึงจำเป็นที่จะต้องระบุมาตรฐาน หรือลักษณะของตัวสินค้าให้ชัดเจน เช่น ยางแผ่นรมควันชั้น 3, ข้าวขาว 5%, ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2, มันสำปะหลังเส้น ในกรณีตราสารหนี้ Treasury bond นั้นจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไปและห้ามไถ่ถอนก่อนกำหนดเวลา 15 ปี ส่วนกรณี Treasury note จะต้องมีอายุครบกำหนด (maturity) ไม่ต่ำกว่า 6.5 ปี และไม่เกิน 10 ปี เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วขนาดสัญญา ในสินค้าแต่ละชนิดก็แตกต่างกันไป อย่างสินค้าโภคภัณฑ์อาจกำหนดมูลค่าต่อ 1 สัญญาเท่ากับ $10,000 ถึง $20,000 แต่ในกรณี Futures ของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น Treasury bond futures ที่ซื้อขายกันใน the Chicago Board of Trade มูลค่าต่อ 1 สัญญาอาจมีมูลค่าถึง $100,000 (ในสหรัฐอเมริกาครับ)

ลักษณะของตลาด

จากโพสที่แล้วเราผมได้อธิบายให้รู้จักตราสารอนุพันธ์ชนิดต่างๆไปแล้ว ผมสามารถแยกตราสารดังกล่าวตามลักษณะการซื้อขายได้ดังนี้

Over-the-Counter (OTC) เป็นการซื้อขายตราสารอนุพันธ์โดยการตกลงกันเองระหว่าง ผู้ลงทุน โดยที่การซื้อขายตราสารอนุพันธ์นั้นจะทำการชำระราคาและส่งมอบกันนอกระบบตลาด คือ ไม่มีการซื้อขายผ่านตลาดแบบมีระเบียบ แต่ในต่างประเทศการซื้อขายในระบบ OTC นี้ เป็นการซื้อขายที่มีนักลงทุน และนักเก็งกำไรทำการซื้อขายมากที่สุด เป็นตลาดที่ได้รับความนิยมมาก ตราสารที่ทำการซื้อขายลักษณะนี้ได้แก่

Forwards
Swap
Options

Organized Exchange ตลาดแบบมีระเบียบเป็นตลาดที่มีการซื้อและขายหลักทรัพย์หรือตราสารอนุพันธ์อย่างเปิดเผย มีการกำหนดราคา และช่วงของการขึ้นลงราคาอย่างชัดเจน ข้อมูลข่าวสารของผู้ลงทุนจะได้รับอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน มีการเปิดเผยราคาหลักทรัพย์และราคาอนุพันธ์ให้ประชาชนผู้ลงทุนทราบ มีสำนักหักบัญชีทำหน้าที่ชำระ ราคาและส่งมอบสินค้า จึงทำให้แทบไม่มี Default risk เลย ตราสารที่ซื้อขายผ่านตลาดทางการ ได้แก่

Futures
Options

การจัดการกับ Default risk

ที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ในตลาดที่เป็นทางการจะมีความเสี่ยงที่เป็น Default risk น้อยกว่า  เนื่องจากมี Clearing house เป็นตัวกลางจัดการกับความเสี่ยงชนิดนี้ โดยวิธีการที่ใช้มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

1. กำหนดให้มี Clearing margin โดยจะกำหนดให้สมาชิกซึ่งก็คือ Broker ที่มีใบอนุญาต  ต้อง maintain เอาไว้เพื่อใช้สำหรับการชำระราคาในแต่ละวัน

2. Clearing Fund เป็นวิธีการที่จะช่วยดูดซับความเสี่ยงที่เกิดจาก Systematic risk  ในขั้นแรก Clearing house จะทำการประเมินจำนวนเงินที่ควรจะสำรองไว้ป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งจะการประเมินด้วยวิธี VaR(Value at Risk) จากนั้นจะเรียกเก็บเงินจากสมาชิก ตามสัดส่วน Volume ของแต่ละบริษัท  ถ้าหากเกิดปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้น และมีบริษัทล้มละลาย ก็จะใช้เงินจำนวนนี้ในการดูดซับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นๆ

นอกจาก Clearing house จะมีวิธีลดความเสี่ยงแล้ว ตัว Broker เองก็มีวิธีการลดความเสี่ยงของบรษัทเองเช่นกัน ด้วยการกำหนด Margin Account จากลูกค้าหรือนักลงทุน

เช่น บริษัทจะกำหนดให้ลูกค้าที่เปิดบัญชี Margin Account จะต้องวางเงินเป็นจำนวนเท่ากับ “Initial margin” และเมื่อทำการซื้อหุ้นไปแล้ว ต่อมาหุ้นราคาลดลง และทำให้มูลค่าของเงินที่เราวางไว้ลดลงจนถึงระดับ “Maintenance margin” ทาง Broker จะติดต่อกลับไปยังนักลงทุน(Margin Call) ให้นักลงทุนนำเงินมาเข้าบัญชีเพิ่มในวันถัดมา ให้กลับมาอยู่ที่ระดับ Initial margin มิฉะนั้นจะถูกบังคับให้ขายหุ้น  โดยจำนวนเงินที่เอามาใส่เพิ่มจนเท่ากับ Initial margin นี้เรียกว่า “Variation margin

การชำระราคาและส่งมอบ

การทำสัญญาในตลาดทางการที่มีลักษณะของสินค้าที่เป็นมาตรฐาน จึงมีปัญหาเรื่อง Price และ Time ที่ไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน

เช่น เราต้องการสัญญาที่สิ้นสุดเดือน สิงหาคม แต่สัญญาที่มีขายในตลาดนั้นมีแค่เพียงเดือน มีนาคม, มิถุนายน, กันยายน และ ธันวาคม ทำให้นักลงทุนต้องลงทุนในสัญญาที่สิ้นสุดในเดือนกันยายนแทน และเมื่อถึงเดือนสิงหาคมจึงทำการ Close out position ด้วยการทำสัญญาในขาตรงข้ามกับสัญญาเดิม  ซึ่งการทำเช่นนี้มีความเสี่ยงที่เรียกว่า Basis risk เกิดขึ้นสูงมาก เพราะราคา Future และ Spot ณ เวลานั้น มักจะไม่เท่ากัน

ส่วนการชำระราคานั้นตลาดจะทำการ Mark-to-market และชำระราคาทุกๆวัน (Daily settlement) ซึ่งจะไม่เกิดปัญหา Credit risk

ผมอาจจะไม่ได้อธิบายไว้ครอบคลุมมากนักนะครับ จะพูดเฉพาะในส่วนที่อาจารย์บรรยายและเสริมบ้างในบางเรื่อง แต่ถ้าใครได้อ่านในหนังสือ จะเห็นภาพกว่านี้ครับ อย่างเช่นการส่งมอบสินค้าจริงๆ ว่าเขามีขั้นตอนการทำกันอย่างไร จะต้องมีการเขียนความจำนงว่าจะมีการส่งมอบสินค้าจริง เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้ว จะต้องมีการระบุสถานที่รับมอบ ค่าใช้จ่ายในการส่ง และอะไรอีกมากมาย แนะนำให้อ่านครับ มีเคสที่น่าสนใจและแอบฮาด้วย

ใกล้สอบแล้วนะครับขอให้ทุกๆคนตั้งใจอ่านหนังสือกันอย่างเต็มที่ ผมก็เช่นกัน เป็นกำลังใจให้ทุกๆคนครับ

No comments yet»

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: